ข่าวบอล ที่อื่นก็ไล่ผมมา : มาร์ติน ยอร์เกนเซ่น นักสู้ราคา 0 บาทจากสิทธิ์เจ้าของร่วมใน เซเรีย อา

 

ข่าวบอล โลกฟุตบอลมีเรื่องราว ของนักเตะจาก ต่ำสุดที่ไต่ตัวเองไปอยู่ในระดับสูงสุดมากมาย แต่เรื่องราวต่อไปนี้แตกต่าง มันคือเรื่องราวแบบ Zero To Hero ของ มาร์ติน ยอร์เกนเซ่น ตำนานนักเตะทีมชาติเดนมาร์ก ที่ติดทีมชาติมากกว่า 100 เกม ที่น่าจะเกิดขึ้นแค่ ครั้งเดียวบนโลกลูกหนัง

ข่าวบอล คำว่า Zero ของเขาไม่ได้มาจากคำเปรียบเปรย แต่มันคือ Zero(0) จริงๆ แบบไม่ต้องรอสัญญาหมด เขาคือนักเตะค่าตัว 0 บาทที่มีสโมสร 2 สโมสรเป็นเจ้าของร่วมกัน และทั้งคู่อยากจะผลักไสไล่ส่ง

และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่คุณอาจะไม่เคยรู้

ปีกสายยิงจาก เดนมาร์ก

มาร์ติน ยอร์เกนเซ่น คือนักเตะในตำแหน่งริมเส้น ซึ่งโดยปกติเเล้วนักเตะในตำแหน่งนี้จะต้องคล่องแคล่ว ว่องไว เทคนิคเป็นเลิศ ซึ่งในนักเตะเดนมาร์กรุ่นๆ เดียวกันกับเขาเองก็มีมีหลายคนที่โดดเด่นขึ้นมาทั้ง เยสเปอร์ กรุนชาร์ จาก อาแจ็กซ์ หรือ เดนิส รอมเมดาห์ล จาก พีเอสวี ที่ถือว่าเป็นนักเตะเจเนอเรชั่นใหม่ที่ต้องรับบทบาทสานต่อจากยุคทองที่ทัพโคนม คว้าแชมป์ ยูโร 1992

สไตล์ของ ยอร์เกนเซ่น นั้นจะแตกต่างจาก 2 คนที่กล่าวไปสักหน่อย เขาเป็นรองทั้ง กรุนชาร์ และ รอมเมดาห์ล ในเรื่องของความพริ้ว แต่เรื่องความจมูกไวและสอดเข้ากรอบเขตโทษไปทำประตู รวมถึงพละกำลังในการวิ่งขึ้นลงนั้น ยอร์เกนเซ่น ไม่เคยแพ้ใคร ด้วยสไตล์การเล่นแบบนี้ทำให้เขาได้รับการจับตามองตั้งแต่ยังเด็ก ยอร์เกนเซ่น ได้รางวัลนักเตะเดนมาร์กที่อายุไม่เกิน 21 ปี ที่ดีที่สุดในประเทศในปี 1996 อีกด้วย

หลังจากนั้นปีเดียวเด็กที่เก่งที่สุดในประเทศก็โดน อูดิเนเซ่ ทีมจากลีกสูงสุดใน อิตาลี ดึงตัวไปร่วมทีม และ ยอร์เกนเซ่น เป็นตัวหลักของทีมในทันทีโดยไม่ต้องปรับตัว ผลงานของเขายอดเยี่ยมถึงขนาดที่ว่า โบ โยฮันส์สัน กุนซือทีมเดนมาร์กต้องเรียกชื่อเขาไปเล่นฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศสเลยทีเดียว

“ผมเคยโดนเลียบๆเคียงๆถามเรื่องความพร้อมกับการเล่นทีมชาติชุดใหญ่มาพักหนึ่งแล้ว แต่พอย้ายไป อิตาลี ทุกอย่างก็ชัดเจนมากขึ้น ผมเล่นให้ อูดิเนเซ่ และยิงประตูติดต่อกันได้ถึง 3 เกม จากนั้นผมก็มั่นใจและคิดว่าถึงเวลาของผมเเล้ว”

ยอร์เกนเซ่น ลงตัวจริงทุกเกมในฟร้องซ์ 98 และมีส่วนร่วมพร้อมกับรุ่นพี่อย่าง ไมเคิล และ ไบรอัน เลาดรู๊ป, เอ็บเบ้ ซานด์, โธมัส เฮลเว็ค และ ปีเตอร์ ชไมเคิล พาทีมเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะเสียท่าให้ บราซิล 2-3 โดยในเกมนั้น ยอร์เกนเซ่น เป็นคนยิงประตูแรกของเกมตั้งแต่นาทีที่ 2 อีกด้วย

หลังจากจบฟุตบอลโลกครั้งนั้นชื่อเขาก็ดังขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทีมที่เดินยืดจากผลงานของเขาคือต้นสังกัดอย่าง อูดิเนเซ่ เพราะ ณ เวลานั้น เพราะพวกเขาได้ตัว ยอร์เกนเซ่น จากสโมสร อาร์ฮุส มาแบบฟรีๆ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่ทีมใหญ่อะไร ดังนั้นการที่นักเตะเริ่มดังจากฟุตบอลโลก มันมีความหมายว่านักเตะคนนั้นจะมีราคาในท้องตลาดเพิ่มขึ้นและมีโอกาสขายทำกำไร… หากเลือกขายอย่างถูกที่ถูกเวลา

ปล่อยไว้ไม่ได้การณ์

ขณะที่ อูดิเนเซ่ กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องเพราะมองเห็นเงินก้อนที่กำลังจะมาถึง ในทางกลับกันพวกเขาก็คิดสภาพทีมในตอนนี้ก็ไม่ได้ขี้เหร่เท่าไร อีกทั้งผลงานในซีซั่น 1997-98 ก็โดดเด่นมากๆด้วยการคว้าอันดับ 3 ของ เซเรีย อา ดังนั้นการเก็บ ยอร์เกนเซ่น ไว้ต่อยอดกับทีมไม่ใช่เรื่องเสียหาย แถมยิ่งนักเตะได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้น เพราะเขาเพิ่งอายุ 22 ปีเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยยกระดับทีมได้อีกด้วย

“หลังจากจบฟุตบอลโลกผมได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นราชาฟุตบอลเดนมาร์กต่อจากพี่น้องเลาดรู๊ป แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้กันไม่มีใครสามารถแทนที่พวกเขาได้หรอก” ยอร์เกนเซ่น กล่าวไว้

คำกล่าวนี้หากมองเผินๆมันเหมือนกับคำพูดของคนหมดใจ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ณ เวลานั้นผลงานหลงจากฟุตบอลโลกของ ยอร์เกนเซ่น ออกแนว มาๆหายๆ ไม่สม่ำเสมอ สาเหตุผลอาการบาดเจ็บที่มักจะมาเยือนเป็นประจำ ปีที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุดคือ 1999-2000 ที่สามารถยิงได้ 7 ประตูจาก 30 เกมลีก ทว่าหลังจากนั้นทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป

“จากนั้นผมก็บาดเจ็บบ่อยมาก ตามจุดต่างๆของร่างกาย สิ่งเหล่านี้มันหลอกหลอนผมเสมอ เพราะมันเป็นๆหายๆ ผมบอกได้เลยว่าตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ร่างกายของผมไม่เคยอยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100% เลยสักเกม และมันค่อนข้างกัดกินในความรู้สึกและอารมณ์ในการเล่นของผมด้วย”

เมื่อฟอร์มหายความสนใจที่มีจากสโมสรอื่นๆก็หมดไป ยอร์เกนเซ่น กำลังจะตกกระป๋องแล้ว ติดอย่างเดียวที่เขาไม่ได้เป็นคนใจเสาะ แม้จะผิดหวังสุดในยูโร 2000 ที่เขาไม่สามารถช่วยเดนมาร์กได้ ทีมแพ้รวด 3 เกม และผลงานย่ำแย่เกินจะหาข้อแก้ตัวก็ตาม

ฟอร์มของเขารูดลงอีกในปี 2002 -03 และเขาเริ่มทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าต้องทำอะไรสักอย่าง หนึ่งในนั้นคือการตัดความสบาย เพิ่มความยากลำบากในชีวิตนอกสนาม เพื่อกลับมาคืนฟอร์มในสนามให้ได้อีกครั้ง

เขากลับมาเริ่มดูแลสภาพร่างกาย และไม่ต้องการให้ใครดูแคลนว่าเขาเป็นได้แค่ “เด็กเก่ง” แต่ไม่ถึงขั้น “นักเตะที่ดี” ได้ ด้วยเริ่มฝึกและเรียกฟิตตั้งแต่ยังไม่เข้าช่วงพรีซีซั่น ขณะที่นักเตะคนอื่นพักร้อน เขากลับเริ่มทำงานหนักเพื่อทำให้ตัวเองพร้อมที่สุดเเล้ว

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ผมได้ฝึกซ้อมแบบจริงจังและเต็มสูบที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นให้กับ อูดิเนเซ่ ตอนนี้ผมรู้สึกได้เลยว่าผมกำลังกลับเข้าสู่ความฟิตขั้นที่ดีที่สุดอีกครั้ง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น ผมเป็นคนที่มีสมาธิมากขึ้นทั้งในและนอกสนาม และทั้งหมดนี้จะทำให้ผมดีขึ้นแน่ … ผมฝันว่าผมจะต้องเล่นครบทุกนัดตลอดทั้งฤดูกาลให้ได้ พาทีมไปให้ไกลในยูฟ่า คัพ และที่สำคัญคือพาเดนมาร์ก กลับมาผงาดในฟุตบอลยูโร 2004”

ผลที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงนั้นคือ ยอร์เกนเซ่น ลงเล่นครบ 34 เกมในเซเรีย อา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีม เหตุผลนอกจากเรื่องความฟิตแล้วคือทัศนคติที่พร้อมลงเล่นตรงไหนก็ได้ตามที่โค้ชสั่ง เขาเคยยืนในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า, กองกลางตัวรุก, วิงแบ็ค, ฟูลแบ็ค

ผลงานในปี 2003-04 น่าประทับใจสุดๆ ยอร์เกนเซ่น กลับมาถูกสื่อชื่นชมอีกครั้ง และนั่นทำให้ทีมอย่าง ฟิออเรนติน่า สนใจตัวเขาขึ้นมา และเกิดการเจรจาซื้อขายอย่างจริงจัง หนนี้ อูดิเนเซ่ พร้อมขายทันที เพราะไม่มีอะไรการันตีว่า ยอร์เกนเซ่น จะสม่ำเสมอแค่ไหน ประกอบกับอายุที่มากขึ้นกำลังจะแตะเลข 3 การเจรจาจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และจบด้วยการถือสิทธิ์คนละครึ่ง โดยมีความหมายว่าทั้ง อูดิเนเซ่ และ ฟิออเรนติน่า จะเป็นเจ้าของ ยอร์เกนเซ่น ร่วมกัน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าปัญหากำลังจะตามมา…

ความน่าปวดหัวของกฎการครองผู้เล่นร่วมกัน

เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่อยากถือความเสี่ยงของนักเตะวัย 30 ปี ที่มีอาการบาดเจ็บออดๆแอดๆเสมอ การครองตัวร่วมกันก็เกิดขึ้น โดยกฎการซื้อตัวเเบบนี้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในวงการฟุตบอลอิตาลีเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการครองสิทธิ์ในนักเตะสโมสรละ 50% ทำให้เกิดการ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย โดยส่วนใหญ่แล้วดีลประเภทนี้จะเกิดขึ้นในหมู่นักเตะดาวรุ่งที่โด่งดังจากทีมเล็กๆมาก่อน กล่าวคือเมื่อทีมใหญ่อยากจะได้ตัวพวกเขาไป ทีมเล็กจะขอใช้สิทธิ์คนละครึ่งเพื่อเอาไว้ขายต่อในอนาคตในกรณีที่นักเตะคนนั้นเก่งขึ้นมา

ยกตัวอย่างดีลครองตัวนักเตะร่วมกันที่เข้าใจง่ายและ เห็นภาพที่สุดคือครั้งหนึ่งที่ ยูเวนตุส เห็นแววของ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ในสมัยที่เล่นอยู่กับ เจนัว พวกเขาคิดว่าจะทำกำไรจาก ชิโร่ ได้ในอนาคต ทว่าสโมสรยังไม่มีที่ว่างให้ลงสนาม ยูเวนตุส จึงยื่นเงิน 4 ล้านยูโร เพื่อขอซื้อสิทธิ์ในตัวนักเตะครึ่งหนึ่งจากต้นสังกัดอย่าง เจนัว และมีการตกลงกันแบบปีต่อปีว่า “ฤดูกาลนี้นักเตะจะลงเล่นให้ทีมไหน”(แน่นอนว่าปล่อยให้ เจนัว ใช้งานต่อ)

ซึ่ง เจนัว ที่เป็นทีมเล็กกว่าก็ชอบพอกับข้อเสนอนี้ พวกเขาได้เงินกินเปล่า 4 ล้านยูโรมาใส่ในบัญชี และมีโอกาสที่จะได้เพิ่มอีกหาก ยูเวนตุส คิดจะขาย อิมโมบิเล่ ในอนาคต ทีมไหนที่จะซื้อ อิมโมบิเล่ จะต้องยื้นข้อเสนอแยกเป็น 2 ก้อนคือให้ ยูเว่ 1 ก้อน และให้ เจนัว อีก 1 ก้อน นั่นเอง

หรือแม้กระทั่งหาก ยูเว่ อยากจะเก็บ อิมโมบิเล่ ไว้ใช้เอง เจนัว ก็จะได้รับข้อเสนอจาก ยูเว่ อีกครั้งเพื่อตกลง “ขายสิทธิ์ในตัวของนักเตะ 100%” เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ เนื่องจาก พวกเขาจะได้นักเตะไว้ใช้งานแล้ว พวกเขายังได้เงินถึง 2 ก้อนอีกด้วย..

ซึ่งหลังจากที่มีทีม (โตริโน่) สนใจจะซื้อขาด อิมโมบิเล่ ขึ้นมา ยูเวนตุส ก็จ่ายเงินให้ เจนัว อีก 3 ล้านยูโร ก่อนที่พวกเขาจะเอาไปขายต่อให้ โตริโน่ ในราคา 14 ล้านยูโร … เห็นได้ชัดว่าแม้มันจะดูเอารัดเอาเปรียบทีมเล็กไปหน่อย แต่เมื่อทั้งฝ่ายยินดีกับข้อเสนอและสิทธิ์การครองนักเตะร่วมกัน จึงไม่มีปัญหา…

ร่ายมายาวขนาดนี้ก็คงจะพอเห็นภาพการครองตัวร่วมกันขึ้นมาบ้าง ซึ่งกรณีของ ยอร์เกนเซ่น ก็เป็นกรณีคล้ายๆอย่างนั้น ถ้าเขาฟอร์มดีและมีทีมไหนอยากจะซื้อขาดค่อยมาคุยกันอีกทีว่าใครจะจ่ายเท่าไหร่ จ่ายเพิ่มอย่างไร แต่ตอนนี้ อูดิเนเซ่ ขอรับเงินก้อนแรกและปล่อยนักเตะไปให้ ฟิออเรนติน่า ใช้งานก่อนตามที่ตกลงกันไว้

ด้าน ยอร์เกนเซ่น เองก็ยังลงเล่นให้ ฟิออเรนติน่า อย่างเต็มที่เสมอ แต่ไม่ใช่ตัวหลักในแบบที่ทีมขาดไม่ได้ เขาเป็นนักเตะประเภทสารพัดประโยชน์ และค่อนข้างเป็นที่รักของแฟนๆ ทว่าทุกอย่างตัดสินกันที่ตารางคะแนน และในซีซั่นแรกของเขากับ ฟิออเรนติน่า ไม่ค่อยดีนักทีมจบในอันดับที่ 16 ของตารางจาก 18 ทีม รอดตกชั้นไปแบบหวุดหวิด(ตกชั้น 2 ทีม) และนั่นทำให้ บอร์ดบริหารมองว่าถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงๆจังๆเเล้ว เพราะในปีนั้น ฟิออฯ เปลี่ยนกุนซือถึง 3 คน และมีนักเตะอายุมากเยอะเกินไป

พวกเขาอยากทำให้ทีมเป็นทีมคนหนุ่ม หนุ่มตั้งแต่โค้ชจนไปถึงนักเตะเพื่อทำให้ทีมเล่นอย่างมีพลัง ดังนั้น ยอร์เกนเซ่น จึงเป็นนักเตะที่เข้าข่ายจะโดนโละทิ้งอย่างแรง เพราะเขาอายุ 30 ย่าง 31 ปี แล้วนั่นเอง

 

 

ขอบคุณข่าว : https://www.sanook.com
สนใจสมัคร ติดต่อ : http://www.ufabetacademy.com/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *